อะไหล่รถยนต์ชิ้นใดที่เปลี่ยนบ่อยที่สุด

ผู้ใช้รถยนต์ควรศึกษาประเภทของชิ้นส่วนรถยนต์ไว้เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่และการดูแลรักษารถยนต์อย่างถูกต้อง ก่อนที่เราจะมีดูว่าอะไหล่รถยนต์ชิ้นใดที่เปลี่ยนบ่อยที่สุด เรามาทำความรู้จักกับอะไหล่รถยนต์กันก่อนดีกว่า

อะไหล่แท้ 
คือชิ้นส่วนของรถยนต์ที่มาจากบริษัทของแบรนด์หรือโรงงานของผู้ผลิตรถยนต์เอง ซึ่งสามารถการันตีได้ถึงคุณภาพและประสิทธิภาพของการใช้งาน จากการรับรองและตราประทับโลโก้ของแบรนด์ ข้อดีของอะไหล่ของแท้คือชิ้นส่วนรถยนต์จะมีคุณสมบัติและมาตราฐานตามที่ทางบริษัทกำหนดไว้ อย่างไรก็ตาม อะไหล่แท้มักจะมีราคาสูงกว่าอะไหล่ประเภทอื่น ๆ

อะไหล่เทียบ
เป็นอะไหล่ที่มาจากผู้ผลิตรายย่อยที่ผลิตอะไหล่เทียบมาทดแทนอะไหล่แท้โดยให้ประสิทธภาพการทำงานที่เท่า ๆ กัน ในกรณีที่อะไหล่แท้ขาดตลาด หรือผู้บริโภคต้องการอะไหล่ที่คุณภาพเทียบเท่าอะไหล่แท้ แต่มาในราคาที่ถูกกว่า โดยอะไหล่เทียบสามารถใช้ร่วมกับรถยนต์ได้หลายรุ่นหลายยี่ห้อ เช่นชิ้้นส่วนอะไหล่ที่มีลักษณะคล้ายกัน และสามารถใช้ร่วมกันได้มากกว่ารถยนต์หนึ่งคันขึ้นไป

อะไหล่เทียม
อะไหล่ที่ผลิตจากโรงงานผู้ผลิตชิ้นส่วนของรถยนต์ให้กับทางแบรนด์ จำหน่ายชิ้นส่วนรถยนต์โดยไม่ผ่านการรับรองจากทางแบรนด์ ทำให้ไม่มีโลโก้ของแบรนด์ประทับที่ตัวอะไหล่ เนืองจากอะไหล่เทียมไม่มีการการันตีจากทางแบรนด์ จึงทำให้คุณภาพของอะไหล่มีหลายเกรด ตั้งแต่ระดับสูงจนไปถึงระดับต่ำ ส่งผลให้อะไหล่เทียมมีราคาที่ถูกกว่าอะไหล่แท้

อะไหล่ปลอม
อะไหล่ลอกเลียนแบบอะไหล่แท้ อะไหล่เทียมและอะไหล่เทียบ โดยอาจมีการประทับตราของแบรนด์ที่ชิ้นส่วนรถยนต์ ราคาค่อนถูกกว่าอะไหล่อื่น ๆ แต่คุณภาพอาจไม่เทียบเท่าหรือทดแทนได้ ทำให้การใช้งานไม่คงทน โดยอะไหล่ปลอมผลิตขึ้นจากโรงงานเล็ก ๆ ที่ไม่สามารถระบุโรงงานผลิตได้และมีแหล่งผลิตที่ไม่แน่นอน

10 อะไหล่ชิ้นที่ควรเปลี่ยนบ่อย ๆ จะมีอะไรบ้าง

น้ำมันเครื่อง และไส้กรองน้ำมัน
ปัจจัยในการหล่อลื่นอะไหล่รถยนต์ หากพบว่าน้ำมันเครื่องเริ่มเปลี่ยนเป็นสีดำ สามารถเปลี่ยนน้ำมันเครื่องได้เลย โดยเฉลี่ยแล้ว ควรเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ทุก  ๆ 5,000 – 10,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ประเภทน้ำมันเครื่อง)

ผ้าเบรค
ชิ้นส่วนที่ส่งผลต่อความปลอดภัยของผู้ขับ หากเมื่อเหยียบเบรคแล้วมีเสียงดังเอี๊ยด ก็ควรเปลี่ยนผ้าเบรค หากไม่เปลี่ยนจะส่งผลต่อจานเบรคซึ่งมีราคาสูงกว่าผ้าเบรคอยู่มากโดยระยะเวลาเปลี่ยนจะอยู่ที่ 50,000 – 70,000 กิโลเมตร (หากใช้งานในเมืองอายุจะสั้นกว่า)

แบตเตอร์รี่
แบตเตอร์รี่จะมีอยู่ 2 ประเภทด้วยกันคือ แบตเตอร์รี่แบบแห้ง และ แบตเตอร์รี่แบบเปียก ซึ่งจะมีการดูแลที่ต่างกันออกไป โดยแบตเตอร์รี่แบบแห้งไม่จำเป็นต้องดูแลตลอดการใช้งาน ในขณะที่แบตเตอร์รี่แบบเปียกต้องมั่นเติมน้ำกลั่นให้ได้ระดับที่กำหนดอย่างน้อยเดือนละครั้ง แบตเตอร์รี่ทั้ง 2 ประเภทมักจะเปลี่ยนประมาณ 2-3 ปีแล้วแต่การใช้งาน

หัวเทียน
หากไม่ทำงานเปลี่ยนหัวในระยะเวลา ประมาณ 40,000 กิโลเมตร อาจให้เครื่องยนต์สะดุดและทำงานได้ไม่เต็มที่ สามารถหาซื้อเปลี่ยนเองได้ เนื่องจากหาง่ายและมีราคาไม่แพง

ไส้กรองอากาศ
ชิ้นส่วนรถยนต์ที่ทำหน้าที่ในการกรองสิ่งสกปรกในอากาศก่อนเข้าไปยังเครื่องยนต์ โดยหากไม่เปลี่ยนไส้กรองอากาศประมาณ 1 ปี หรือ 20,000 กิโลเมตร และไม่เป่าทำความสะอาดทุก ๆ 3,000-5,000 กิโลเมตร จะส่งผลให้มีสิ่งสกปรกเข้าไปอุดตันจะส่งผลให้เกิดการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์

ไส้กรองน้ำมันเชื้อเพลิง
ชิ้นส่วนรถยนต์ที่ทำหน้าที่ดักจับน้ำและสิ่งสกปรกต่างๆที่มาจากการเติมน้ำมัน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์เบนซิลหรือดีเซล โดยปกติแล้วจะเปลี่ยน ประมาณ 2 ปี หรือ 40,000 กิโลเมตรแล้วแต่รุ่นรถ ซึ่งหากไม่มีการเปลี่ยนไส้กรองน้ำมันตามระยะเวลาดังกล่าว จะทำให้ไส้กรองอุดตัน ซึ่งส่งผลให้เครื่องยนต์สตาร์ทได้ยากและเร่งเครื่องไม่ขึ้น

หลอดไฟต่างๆ
ผู้ขับควรหมั่นตรวจสอบหลอดไฟต่างๆรอบรถเป็นประจำ เช่น ไฟหน้า ไฟเลี้ยว ไฟเบรค ไฟท้าย ไฟถอย ไฟตัดมอก เป็นต้น หากพบหลอดขาด ควรรีบเปลี่ยนทันที เนื่องจากอาจก่อให้อุบัติเหตุขณะขับรถได้

สายพานไทม์มิ่ง
สายพานจำนวนมากที่ช่วยขับเคลื่อนเครื่องยนต์ให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น สายพานไทม์มิ่ง, สายพานคอมแอร์, สายพานเพาเวอร์, สายพานปั๊มน้ำ และสายอื่นๆภายในเครื่องยนต์ หากสายพานไทม์มิ่งขาดจะส่งผลต่อเครื่องยนต์อย่างมาก แนะนำให้ตรวจสอบและเปลี่ยน เมื่อมีการขับขี่ประมาณ 100,000 กิโลเมตร

น้ำมันเกียร์ และไส้กรองน้ำมันเกียร์
เนื่องจากระบบเกียร์ประกอบไปด้วยโลหะและมีการเคลื่อนที่ภายในห้องเกียร์ตลอดเวลา จึงเกิดการสึกหรอได้ง่าย น้ำมันเกียร์จึงหน้าที่ลดการสึกหรอของระบบเกียร์และช่วยในการยืดอายุการใช้งาน ไม่ให้ระบบเกียร์สึกหรอก่อนระยะเวลาที่กำหนด ระยะเวลาเปลี่ยน จะอยู่ที่ประมาณ 20,000 – 40,000 กิโลเมตรแล้วแต่รุ่นรถ

ใบปัดน้ำฝน
อากาศที่ร้อนอบอ้าวส่งผลต่ออายุการใช้งานของใบปัดน้ำฝนให้เสื่อมสภาพเร็วขึ้น ซึ่งหากใบปัดน้ำฝนไม่สามารถปัดน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะก่อให้เกิดอันตรายขณะขับรถเมื่อเจอฝนได้ แนะนำว่าให้ระยะเปลี่ยน ประมาณ 1 ปี หรือใบปัดไม่สามารถปัดน้ำออกได้


credit : sanook.com